Name:

ยินดีต้อนรับ สู่โลกส่วนตัว (หนังสือ) ของผม

Thursday, October 26, 2006

Home Stay


เรือนไทยชายน้ำ
Home Stay สุดอบอุ่น สไตล์ ชาวบ้าน

ผมเป็นคนชอบเที่ยว ทั้ง back pack โบกรถ ไปรีสอร์ท นอนกางเต้นท์ พักโรงแรมห้าดาว หรือแม้แต่โรงแรมจิ้งหรีด ไปมาหมด แต่ถ้าพูดถึง home stay เหรอ? ในเมืองไทยยังไม่เคย เอาหน่า! ลองดูสักตั้ง

ยุ่งยากเหมือนกันแฮะ แค่เริ่มก็ยุ่งแล้ว เพราะแค่หาว่าจะพักที่ไหนหัวก็ปั่นไปหมด home stay ในบ้านเรามีเยอะจนนับแทบไม่ไหว (เช็คดูได้จากinternet) ไปไหนล่ะเนี่ย?

ก่อนอื่นต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจหน่อย อย่างเช่น เอาที่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางไม่นานนัก พักแค่หนึ่งคืน สามารถเที่ยวได้ครอบคลุมพื้นที่ เท่านี้วงในการเลือกก็แคบลงเหลือเพียง สมุทรสงคราม นนทบุรี และนครนายก ยังคงต้องเลือกอีก สำรวจดูว่ามีสถานที่ไหนที่อยากไปบ้าง ผมตัดสินใจไปตลาดน้ำ แต่ตลาดน้ำก็มีหลายที่กลัวจะไปไม่หมด เลือกอัมพวาดีกว่า เพราะเป็นตลาดน้ำตอนเย็นที่เดียว กลัวจะตื่นไปตลาดน้ำตอนเช้าไม่ไหว ส่วนเรื่องที่พัก หาเอาข้างหน้าสนุกกว่า จะได้รู้จักชาวบ้านแถวนั้นมากขึ้นด้วย

ผมทำการบ้านเรื่องการเดินทางมาอย่างดี วิธีไปอำเภออัมพวาง่ายที่สุด นอกจากรถยนต์ส่วนตัวคือรถตู้โดยสาร ขึ้นรถใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัย คันที่เขียนว่าแม่กลอง คนละ 70 บาท ผมออกเดินทาง 8 โมงเช้า แม้จะเพลียด้วยอาการตื่นเช้ากว่าปกติ แต่พอรถตู้เริ่มขยับ คุณจะไม่ทันได้หลับสนิทหรอก เพราะไม่นานรถก็จะจอดบอกคุณว่าถึงแม่กลองแล้ว แต่ต้องต่อรถสองแถวอีกนิด ก็จะถึงอำเภออัมพวา ค่ารถคนละแค่ 7 บาท
สิ่งแรกที่อยากจะเห็นในการเที่ยวครั้งนี้คือ คลองอัมพวา ผมตั้งใจเดินตรงไปยังแม่น้ำยามสาย สวยงามกว่าที่คิดไว้มาก แม้จะมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ออกมาทักตั้งแต่เดินมาถึง แต่ผมก็ถือเป็นรางดี เพราะคนมักเรียกสัตว์ที่โผล่ขึ้นมาทักผมบ่อย ๆ นี้ว่า ตัวเงินตัวทอง (หรือคุณเรียกอย่างอื่น)

ผมออกเดินสำรวจร้านค้า บ้านเรือนต่าง ๆ ริมแม่น้ำ เพื่อบันทึกภาพผู้คนยามสาย ชีวิตผู้คนที่นี่ ดูเรียบง่าย และเป็นกันเอง เดินผ่านแค่ไม่กี่หลัง จะเห็นรอยยิ้มทักทายตลอดเวลา แต่เดินมากย่อมเกิดอาการหิว สายตาจึงมองหาร้านอาหาร พี่เจ้าของร้านขายโปสการ์ดและภาพถ่ายที่ผมกำลังหยุดดู แนะนำว่า มาถึงอัมพวาต้องมากินข้าวที่ร้าน ’ข้าวแกงคุณแจ๊ด’ ถึงจะเรียกว่ามาจริง จะรออยู่ใย ร้านข้าวแกงคุณแจ๊ดเห็นอยู่ข้างหน้า อาหารร้านนี้อร่อยทุกอย่าง ผมรับประกัน เพราะผมกินตั้งสองจาน แถมกับอีกสี่อย่าง เต็มท้องไปหมด

ได้เวลาหาที่พัก ก่อนกลับมาดูบรรยากาศตลาดน้ำยามเย็นที่เดียวในประเทศ ผมยังคงได้รับคำแนะนำจากพี่คนเดิม ที่มีน้ำใจล้นเหลือ หาที่พักมาให้เลือกตั้ง 4-5 ที่ ผมเกรงว่าจะพักได้ไม่หมด จึงตัดสินใจเลือก ‘เรือนไทยชายน้ำ’ ของลุงปาน ผู้มีอาชีพขับเรือพานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยยามดึก ด้วยความที่ลุงแกเป็นคนอัธยาศัยดี จึงอาสาพาไปดูบ้านก่อน ถูกใจหรือไม่ค่อยว่ากัน เล่นมีน้ำใจขนาดนี้ ต่อให้มีที่นอนอย่างเดียวผมก็ต้องพักกับแกแล้วล่ะ

นั่งเรือลุงปานจากหน้าร้านข้าวแกงป้าแจ๊ดถึงบ้าน ใช้เวลาไม่นาน ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก เมียลุงปาน หรือป้าเล็ก และลูกชาย หรือพี่ต้น จัดแจงหาน้ำหาท่ามาให้ จนผมตั้งท่ารับแทบไม่ทัน หลังสำรวจบ้านโดยรอบ ซึ่งเป็นบ้านไม้เรือนไทยครึ่งหลัง มีท่าน้ำส่วนตัวหน้าบ้าน หลังบ้านเป็นสวนมีทั้งต้นมะม่วง มะพร้าว และอีกหลาย ๆ มะ เต็มไปหมด ผมก็ตกลงพักกับแกด้วยราคา 200 บาทต่อคืน โดยไม่คิดค่านั่งเรือชมหิ่งห้อย ที่คนทั่วไปต้องจ่ายคนละ 60 บาท

วางเป้ วางกล้องเรียบร้อย ก็มานั่งคุยกับป้าเล็กถึงโปรแกรมที่จะมีให้ในวันพรุ่งนี้ ด้วยความที่ป้าเป็นคนอัธยาศัยดีมาก หลังจากแกเล่าเรื่องโปรแกรมว่า เย็นวันนี้ไปเดินเล่นที่ตลาดน้ำ ตกดึกนั่งเรือชมหิ่งห้อย ตอนเช้ามีใส่บาตรที่ท่าน้ำ ช่วงสายก็นั่งเรือทัวร์วัดต่าง ๆ เสร็จ แกก็เล่าเรื่องชีวิตครอบครัวให้ผมฟัง ตั้งแต่ลูกคนแรกจนถึงลูกคนสุดท้าย ด้วยความเปิดเผยและเป็นกันเองนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของคนที่นี่ ใครมาเป็นต้องหลงรักทุกราย

ผมฟังเรื่องชิวิตครอบครัวแสนสุขปนเศร้านิด ๆ เสร็จ เถึงเวลาชมตลาดน้ำพอดี พี่ต้นลูกชายคนโตของบ้านนี้ อาศัยพาผมนั่งรถยนต์ของแกไปส่งถึงตลาดน้ำ คนเยอะกว่าเมื่อเช้ามาก ทั้งนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ชาวบ้านแถวนี้ พากันมาอุดหนุนอาหารและขนมที่แม่ค้าพ่อค้า พายเรือมาขายกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผมเก็บรูปได้นิดหน่อยก็เป็นอันต้องนั่งลงหาอะไรกินกับเขาบ้าง อาหารมีให้เลือกมากมาย ทั้งก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอย กุ้งเผา ปลาหมึกย่าง ขนมเบื้องญวน หรือแม้แต่ขนมไทยหลากหลายชนิด เรียกว่าเลือกกินกันไม่ถูกเลย

อิ่มท้องแล้ว ถึงเวลาชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งผมอุปโลกน์เอาเอง เพราะหลังจากที่ได้นั่งลงบนเรือของลุงปาน เดินทางไปชมหิ่งห้อยตามต้นไม้ริมแม่น้ำ ทำให้ผมมั่นใจ(เอาเอง)ว่านี่แหละ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริง ๆ หิ่งห้อยมากมายพากันมาเกาะอยู่บนต้นไม้ริมน้ำ แข่งกันส่องแสงให้เราได้ร้องกันเสียงหลง นั่งเรือไปได้สักพัก ผมก็ร้องเพลงในใจคลอไปกับสิ่งสวยงามตรงหน้า คงนึกออกว่าผมร้องเพลงอะไร

ลัลลัล ลัลลัลลัลลา ลัลล้าลัลลา หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู....

หลังจากอิ่มหนัมสำราญกับอาหารตาไปแล้ว ท้องเริ่มแสดงอาการอยากอิ่มบ้าง ผมจึงถามป้าเล็กหลังจากกลับถึงบ้านว่ามีอะไรให้กินบ้างไหม ป้าเล็กตอบอย่างอารมณ์ดีว่ามีไข่กับแกงอีกเล็กน้อย "ทอดไข่กินก็แล้วกัน" ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว จึงเข้าไปรอในห้อง ไม่นานแกก็เรียกให้ไปทอดไข่ อืม...ทอดไข่ "ป้าให้ผมทอดเองเหรอ" "ใช่" พี่ต้นตอบ "บ้านนี้ทำกับข้าวไม่เป็น ปกติกินกันข้างนอก ส่วนแกงนี่ซื้อมาเก็บไว้" ด้วยความหวังดีลุงปานจึงถามผมว่า "ทอดไข่อะไร ไข่ตีป๊อก ๆ หรือว่าไข่ดาว" ผมคิดในใจ 3 วินาที ไข่ตีป๊อก ๆ อ๋อ "ไข่เจียว พอได้ครับ" จากประสบการณ์การทอดไข่ที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมรอยยิ้มของทุกคนในบ้าน รวมทั้งตัวผมเองด้วย "ทอดไข่อร่อยนี่เรา แต่จืดไปนิดนะ" ใครสักคนในบ้านชม ผมเรียกว่าชมแหละน่า

เช้าวันที่สองอากาศแจ่มใสมาก ท้องฟ้ายามดวงอาทิตย์ขึ้นใหม่ ๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ของใส่บาตรถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทุกคนในบ้านพร้อมหน้ากันที่ท่าน้ำหน้าบ้าน สำหรับผมการใส่บาตรกับพระที่พายเรือมา นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย หลังพระท่านให้พรแล้ว ทุกคนดูมีแววตาอิ่มบุญกันถ้วนหน้า

และเป็นไปตามคาด อาหารมื้อเช้าของเราคือกินนอกบ้าน เพราะวันนี้เป็นการนั่งเรือทัวร์วัดในอำเภออัมพวา และอำเภอใกล้เคียง ด้วยค่าเรือเพียงคนละ 100 บาท เราได้เทียบท่าเข้าชมวัดกว่า 5 แห่ง ทุกวัดทำให้ผมประทับใจและแปลกตา โดยเฉพาะวัดบางกุ้ง ซึ่งผมพอจะรู้ว่ามีสิ่ง Unseen Thailand อยู่ที่นี่และอยากเห็นกับตามานานแล้ว นั่นคือโบสถ์ที่ปกคลุมด้วยต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง สวยงามสมกับที่เป็น Unseen Thailand จริง ๆ นอกจากนี้ยังมี วัดบางแคน้อยที่ภายในโบสถ์ใช้ไม้สักทำเกือบทั้งหลัง ที่น่าแปลกใจคือ ไม้สักที่ใช้มาทำเป็นพื้น มีความกว้างเกือบ 2 เมตรต่อแผ่น ลองคิดดูว่าต้นไม้ที่นำมาทำนี่จะใหญ่ขนาดไหน วัดอีกแห่งที่น่าแปลกใจคือ วัดจุฬามณี มีเจ้าอาวาสที่มรณภาพแล้ว แต่ศพไม่เน่าไม่เปื่อย ชมวัดเหล่านี้แล้วชวนให้นึกว่าในประเทศเรายังมีอะไรแปลก ๆ ซ่อนอยู่อีกมาก

กิจกรรมอีกอย่างที่ทุกวัดต้องมีคือ การให้ทานอาหารปลา ซึ่งปลาแต่ละวัด ล้วนตัวใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นทั่วไป คงเป็นเพราะคนบ้านเรามีจิตใจดีงาม ทำให้ปลาที่นี่อิ่มหมีพลีมันกันทุกวัน

หลังทัวร์วัดเป็นที่เรียบร้อย ผมก็กลับมาพักเหนื่อยที่บ้าน มีป้าน้อยคอยท่าด้วยน้ำเย็นแสนชื่นใจ พูดคุยพักผ่อนได้นิดหน่อย ก็ถึงเวลาต้องจากลา พี่ต้นลูกชายคนโตของบ้านอาสาพาผมไปส่งถึงกรุงเทพฯ เพราะเขาต้องมาทำธุระในกรุงเทพฯอยู่แล้ว ผมจึงไม่ปฏิเสธความมีน้ำใจของพี่แก สิ่งเหล่านี้นับเป็นความใจดีของคนที่นี่อยู่แล้ว ผมลาลุงปานและป้าเล็กด้วยรอยยิ้ม และคำขอบคุณ

ด้วยความน่ารักของคนที่นี่ ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ว่าคุณจะพักที่ home stay ไหนในอัมพวา หรือแม้แต่ในประเทศไทย คุณก็จะได้รับความอบอุ่น และความมีน้ำใจอย่างนี้เท่ากันทุกที่

เที่ยว home stay ในประเทศครั้งแรก ได้รับความประทับใจมากขนาดนี้ คุ้มเกินคาด และแน่นอนที่ผมจะต้องกลับมาที่นี่อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผมได้รับความอบอุ่นจากที่นี่อย่างแท้จริง

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร แก้จน
เมษายน 2549

3 Comments:

Anonymous Anonymous said...

เคยได้ไปล่องแพกับเพื่อน มันเหมือนกับเราได้ผจณภัย กับการอยู่แบบการเป็นชาวบ้าน ทำกับข้าวกินกัน ตกปลา ดูหมอกตอนเช้า สบายใจจัง

by pooh

7:13 AM  
Anonymous Anonymous said...

อยากไปเหมือนกัน Home Stay นี่
น่าจะสอนอะไรพวกเจ้าตัวเล็กได้ด้วยนะ

8:51 AM  
Blogger Khim said...

เคยไปที่อัมพวา
รู้สึกช่วงเวลารอบตัวหมุนช้าลง
ชอบกับการไปนั่งเหม่อๆดู ผู้คนใช้วิถีชีวิตในแบบเขา
และหลายครั้งอยากวางทุกสิ่งที่ถือ/แบกอยู่
แล้วกลับไปใช้ชีวิตดั้งเดิมเช่นกัน

11:34 PM  

Post a Comment

<< Home