ผมอยากเป็นครูครับ
"ผมมีความฝันอยู่หลายอย่างครับ แต่ที่อยากจะทำมากที่สุดคือ อยากเป็นครูครับ"
เด็กชายอาแชง ยอดแซง เด็กน้อยวัย 9 ขวบ บอกถึงความฝันในอนาคตของเขาด้วยแววตาที่เปล่งประกาย ดุจดวงดาวในยามราตรี
อาแชง เด็กน้อยที่กำลังจะกลายเป็นเด็กหนุ่มในวันหน้า คือลูกคนกลางของครอบครัว "ยอดแซง" ซึ่งอาศัยอยู่ใน หมู่บ้านปางแดงใน หมู่บ้านของชาวเขาเผ่าปะหล่อง ชาวเขากลุ่มเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง สองร้อยกว่าคน แต่อาศัยอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ท่ามกลางธรรมชาติของแม่น้ำ ป่าเขา และไอดิน บนยอดดอยของเมืองเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
ครอบครัวของ อาแชง อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว มีแม่เป็นแม่ครัวใหญ่ มีพี่สาว และน้องสาววัยกำลังน่ารัก และมีคุณยายเป็นที่พึ่งทางใจของครอบครัว พ่อของ อาแชงมีอาชีพเป็นชาวสวนข้าวโพด ซึ่งก็เหมือนกับครอบครัวอื่นๆในหมู่บ้านนี้
เด็กน้อยที่วันๆชอบเข้าป่า หาหน่อไม้และยิงนกไปเรื่อยเปื่อย เมื่อถึงเวลาจริงจังก็ดูเหมือนเด็กหนุ่มที่มีความฝันอยู่ในตัวมากมาย "ผมเรียนอยู่ชั้น ป.4 ของโรงเรียนในหมู่บ้านครับ ที่นี่เขามีถึงชั้น ป.6" แล้วถ้าเรียนจบ "ผมก็จะไปเรียนต่อ ในตัวเมืองเชียงดาว จนถึงชั้นที่เป็นครูได้" "ผมอยากเรียนสูงๆ จะได้เป็นครูได้ คือพี่สาวผมอยากเป็นครูก่อน แล้วผมก็อยากเป็นด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเลียนแบบพี่นะ คือ "ครู" มันเป็นอะไรที่คล้ายกับเป็นฮีโร่ของเรา"
ความฝันอันสูงส่งของเด็กชาย ในตาวาวผู้นี้ จะเป็นจริงได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับฐานะการเงินของทางบ้าน "ผมไม่รู้ว่าจะได้เป็นรึเปล่า เพราะที่บ้านก็ไม่ค่อยมีตัง คงต้องเก็บตังไว้เยอะๆก่อน อีกอย่าง พี่สาวผมเขาก็อยากเป็นครูเหมือนกัน อาจจะต้องให้พี่สาวเป็นก่อน แล้วผมค่อยเป็นทีหลังครับ"
"ตอนนี้ผมกับพี่สาวก็ช่วยงานที่บ้านทุกอย่าง อย่างเวลาผมเข้าไปเล่นในป่า ก็จะคอยหาหน่อไม้ มาให้แม่ไว้ทำกับข้าว บางทีวันหยุดก็จะเข้าไปช่วยพ่อที่สวน พี่สาวผมก็จะมีไปเอาสร้อยมาขายบ้าง เวลามีคนมาเที่ยวที่หมู่บ้านก็จะไปขายเขา"
"ผมอยากให้ที่บ้านมีตังเก็บไว้เยอะๆ เวลาผมอยากเรียน จะได้มีตังไปเรียน และเรียนได้สูงๆ ผมจะตั้งใจเรียนสุดๆไปเลย"
ต้องดูกันต่อไปว่า ในอนาคต เด็กชายเผ่าปะหล่องคนนี้จะมีโอกาสเป็นครูอย่างที่ฝันไว้หรือเปล่า ความฝันจะเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจาก ในตามันวาวคู่นี้คือ เขาต้องเป็นคนดีคนหนึ่งในสังคมแน่นอน.มิถุนายน 2545
ความประทับใจหลังกระบะ
“โทษนะครับพี่ พี่กำลังจะไปไหนกันครับ”
“อ๋อ จะไปกรุงเทพฯ มีอะไรรึเปล่า”
“ดีเลยครับ คือ...พวกผมขอติดรถไปด้วยนะครับ”
“อืม……ได้ซิ โดดขึ้นมาเลย”
“ขอบคุณครับ”
นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยด้วยการโบกรถ ครั้งแรกของผม มันเป็นการเดินทางที่ท้าทาย ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น และเต็มเปี่ยมได้ด้วยความประทับใจอันหลากหลาย ผสมผสานกันจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน
คือเรื่องมันเริ่มมาจากช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อนของพวกเราและของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และเราก็มีโครงการเที่ยวด้วยการโบกรถมานานแล้ว วันหยุดครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันสมควรฤกษ์แล้ว ที่พวกเราจะทำตามจุดประสงค์ของเราสักที
“เรา” ซึ่งประกอบด้วยผมและเพื่อนสนิทอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือ วิน นักศึกษาจากรั้วมช. เด็กเรียนตัวยงแต่ก็เป็นนักเดินทางตัวฉกาจเช่นกัน เขาเคยเที่ยวในประเทศไทยมาแล้วครบทุกภาค แต่ไม่ทุกจังหวัด ครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าค้นหาสำหรับเขา “กูว่าเราไปให้ได้หลายๆจังหวัดนะ” เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนที่เราจะเริ่มต้นเดินทาง อีกหนึ่งคือ แจ็ค นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขตจังหวัดลำปาง เขาเป็นนักเดินทางตัวจริง บ้านอยู่เชียงใหม่แต่เรียนลำปาง ใช้วันหยุดจากการเรียนในทุกๆวาระและโอกาสไปกับการท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆใกล้เคียง จนทั่วทั้งภาคเหนือเรียบร้อยแล้ว ขาดก็แต่จังหวัดต่างๆในภาคอื่นๆ “กูว่างานนี้คุ้มแน่นอน เชื่อกูดิ!” เขากล่าวก่อนการเดินทางเช่นกัน รวมผมแล้วเป็นสามคนเดินทางตัวจริง เพราะผมเองก็เป็นนักเดินทางที่ไปมาแล้วทั่วประเทศเช่นกัน ขาดแต่เพียงการโบกรถแบบนี้เท่านั้นที่ผมอยากลองทำมานานแล้ว และแล้วก็ได้เวลา
เริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ที่จังหวัดลำปาง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะแก่การเดินทางลงใต้เป็นอย่างดี จากคำบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์ ความสนุกเริ่มขึ้นที่นี่พร้อมกับแสงอาทิตย์อันร้อนแรงยามบ่าย เรายืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาถนน ซุปเปอร์ไฮเวย์ ตามองดูถนนที่ลาดตัวยาวจนสุดสายตา เห็นรถยนต์น้อยใหญ่วิ่งผ่านหน้าไปเป็นระยะ เราเริ่มลงมือโบกทันทีที่ทุกคนพร้อม รถหลายคันเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็น ชายหนุ่มสามคนที่รอคอยความหวังอยู่ บางคันมีการชะลอรถเพื่อมองดูพวกเรา แล้วก็จากไป บางคันหยุดรถมองหน้าเราแล้วก็เคลื่อนตัวจากไปอีก แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เราก็สมความตั้งใจ บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้น หลังจากรถกระบะคันหนึ่งหยุดรถตรงหน้าพวกเรา มันทำให้ผมนึกถึงน้ำใจคนไทยที่เขาว่ากันว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายถ้าอยู่กับคนไทย มันเป็นความประทับใจแรกของการเดินทางครั้งนี้
และแล้วความตื่นเต้นที่อยู่ภายในก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น “มึงว่าเราลงกันตรงไหนดีวะ” วินเอ่ยทักหลังจากเรากระโดดขึ้นหลังกระบะรถของหนุ่มผู้ใจดี “ลงตรงกำแพงเพชรดีกว่า กูดูในแผนที่เห็นมีอุทยานแห่งชาติด้วย น่าสนใจดี” ผมตอบหลังจากก้มหน้าลงมองแผนที่ในมือ ทุกคนตกลงตามนั้น แล้วบทสนทนาต่างๆนานาเกี่ยวกับโปรแกรมของการเดินทางครั้งนี้ก็พรั่งพลูออกมาจากพวกเรา
ก่อนเริ่มต้นเดินทางเราได้มีการทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาแล้ว ซึ่งเราได้ความรู้เกี่ยวกับการเที่ยวโบกรถนี้มาจากพ้องเพื่อนที่เคยมีประสบการณ์ และเขาเหล่านั้นก็ได้รับความรู้สืบทอดกันมาจากผู้ที่มีประสบการณ์อีกที สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนตำราที่สืบต่อกันมาเป็นทอดๆสำหรับนักเดินทางตัวจริง และเรากำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น
ตามตำราเขาว่าไว้ว่า ไม่ควรเดินทางด้วยจำนวนคนที่มากเกินไป มันจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรับเราขึ้นรถ ไม่ควรนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินความจำเป็น ไม่ควรทำหน้าตาเคร่งขรึมจนเกินไปเพราะจะทำให้เราไม่น่าไว้ใจ ควรทำหน้าตายิ้มแย้มเข้าไว้ และที่สำคัญที่สุดควรเป็นคนมีน้ำใจอยู่ตลอดเวลา อย่าทำตัวให้เป็นภาระแก่คนที่เขามีน้ำใจต่อเรา มันเป็นมารยาท และที่สำคัญอีกอย่างนึงคือเราควรมีแผนที่ติดตัวไว้สักหนึ่งเล่ม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง
ยามแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยตัวผ่านหน้าเราไป รถก็หยุดที่ข้างทาง พวกเรานั่งนิ่งอยู่บนหลังรถ เพราะเราคิดว่าพี่เขาอาจจะมีธุระ ซึ่งเราไม่ควรไปก้าวก่าย หนุ่มผู้ใจดีของเราลงรถแล้วเดินมาบอกพวกเราว่า “ไปกินข้าวกัน” ความประทับใจในตัวชายหนุ่มคนนี้เพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นไปอีกเมื่อ เขาจ่ายเงินค่าอาหารให้เรา โดยที่เราบอกเขาว่าไม่เป็นไร แต่เขาปฏิเสธด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่เป็นไร” เช่นกัน
รถกระบะคันนี้เคลื่อนตัวต่อไปและหยุดลงตรงหน้าปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเวลาผ่านไปสักหนึ่งชั่งโมง เราลากันด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันใจอย่างสูง ผมพึ่งสังเกตเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ ก่อนที่เราจะจากกันจริงๆ ว่าบนใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและความอิ่มเอิบใจ ซึ่งเมื่อเราทั้งสามคนเห็นแล้ว ก็อดที่จะมีรอยเปื้อนนั้นบนใบหน้าไปด้วยไม่ได้ยังไม่ทันที่รถของชายหนุ่มผู้ใจดีจากไปไกลเกินสายตามองเห็น ก็มีรถกระบะอีกคันมาหยุดอยู่ตรงหน้า สองสามี ภรรยาสอบถามจุดประสงค์ของเรา “ผมจะเข้าไปในอุทยานแห่งชาติครับ” แจ็คตอบจุดมุ่งหมาย “งั้นขึ้นหลังรถมาเลย พวกเราทำงานอยู่ที่นี่” คำตอบของสองสามี ภรรยา คู่นี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกประทับใจในความเป็นคนไทยของเรามากขึ้นไปอีก รอยยิ้มเริ่มเปื้อนเต็มใบหน้าของทุกคน
พร้อมแสงอาทิตย์ที่ตอนนี้เคลื่อนตัวมาอยู่ข้างหลังเรา ทุกคนนั่งนิ่งอยู่บนหลังกระบะคันนี้ ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงคำนึงของตัวเอง สำหรับผม ห้วงคำนึงของผมตอนนี้มีแต่ความปลื้มใจ และ ความประทับใจ ในช่วงเวลาครึ่งวันที่ผ่านมาอย่างบอกไม่ถูก และผมยังฝากความคิดถึงไปยังวันต่อๆไปด้วยว่ามันคงจะสร้างความประทับใจให้แก่เราได้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น คงต้องรอดูวันพรุ่งนี้…กันยายน 2545
Home Stay
เรือนไทยชายน้ำ
Home Stay สุดอบอุ่น สไตล์ ชาวบ้าน
ผมเป็นคนชอบเที่ยว ทั้ง back pack โบกรถ ไปรีสอร์ท นอนกางเต้นท์ พักโรงแรมห้าดาว หรือแม้แต่โรงแรมจิ้งหรีด ไปมาหมด แต่ถ้าพูดถึง home stay เหรอ? ในเมืองไทยยังไม่เคย เอาหน่า! ลองดูสักตั้ง
ยุ่งยากเหมือนกันแฮะ แค่เริ่มก็ยุ่งแล้ว เพราะแค่หาว่าจะพักที่ไหนหัวก็ปั่นไปหมด home stay ในบ้านเรามีเยอะจนนับแทบไม่ไหว (เช็คดูได้จากinternet) ไปไหนล่ะเนี่ย?
ก่อนอื่นต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจหน่อย อย่างเช่น เอาที่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางไม่นานนัก พักแค่หนึ่งคืน สามารถเที่ยวได้ครอบคลุมพื้นที่ เท่านี้วงในการเลือกก็แคบลงเหลือเพียง สมุทรสงคราม นนทบุรี และนครนายก ยังคงต้องเลือกอีก สำรวจดูว่ามีสถานที่ไหนที่อยากไปบ้าง ผมตัดสินใจไปตลาดน้ำ แต่ตลาดน้ำก็มีหลายที่กลัวจะไปไม่หมด เลือกอัมพวาดีกว่า เพราะเป็นตลาดน้ำตอนเย็นที่เดียว กลัวจะตื่นไปตลาดน้ำตอนเช้าไม่ไหว ส่วนเรื่องที่พัก หาเอาข้างหน้าสนุกกว่า จะได้รู้จักชาวบ้านแถวนั้นมากขึ้นด้วย
ผมทำการบ้านเรื่องการเดินทางมาอย่างดี วิธีไปอำเภออัมพวาง่ายที่สุด นอกจากรถยนต์ส่วนตัวคือรถตู้โดยสาร ขึ้นรถใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัย คันที่เขียนว่าแม่กลอง คนละ 70 บาท ผมออกเดินทาง 8 โมงเช้า แม้จะเพลียด้วยอาการตื่นเช้ากว่าปกติ แต่พอรถตู้เริ่มขยับ คุณจะไม่ทันได้หลับสนิทหรอก เพราะไม่นานรถก็จะจอดบอกคุณว่าถึงแม่กลองแล้ว แต่ต้องต่อรถสองแถวอีกนิด ก็จะถึงอำเภออัมพวา ค่ารถคนละแค่ 7 บาท
สิ่งแรกที่อยากจะเห็นในการเที่ยวครั้งนี้คือ คลองอัมพวา ผมตั้งใจเดินตรงไปยังแม่น้ำยามสาย สวยงามกว่าที่คิดไว้มาก แม้จะมีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ออกมาทักตั้งแต่เดินมาถึง แต่ผมก็ถือเป็นรางดี เพราะคนมักเรียกสัตว์ที่โผล่ขึ้นมาทักผมบ่อย ๆ นี้ว่า ตัวเงินตัวทอง (หรือคุณเรียกอย่างอื่น)
ผมออกเดินสำรวจร้านค้า บ้านเรือนต่าง ๆ ริมแม่น้ำ เพื่อบันทึกภาพผู้คนยามสาย ชีวิตผู้คนที่นี่ ดูเรียบง่าย และเป็นกันเอง เดินผ่านแค่ไม่กี่หลัง จะเห็นรอยยิ้มทักทายตลอดเวลา แต่เดินมากย่อมเกิดอาการหิว สายตาจึงมองหาร้านอาหาร พี่เจ้าของร้านขายโปสการ์ดและภาพถ่ายที่ผมกำลังหยุดดู แนะนำว่า มาถึงอัมพวาต้องมากินข้าวที่ร้าน ’ข้าวแกงคุณแจ๊ด’ ถึงจะเรียกว่ามาจริง จะรออยู่ใย ร้านข้าวแกงคุณแจ๊ดเห็นอยู่ข้างหน้า อาหารร้านนี้อร่อยทุกอย่าง ผมรับประกัน เพราะผมกินตั้งสองจาน แถมกับอีกสี่อย่าง เต็มท้องไปหมด
ได้เวลาหาที่พัก ก่อนกลับมาดูบรรยากาศตลาดน้ำยามเย็นที่เดียวในประเทศ ผมยังคงได้รับคำแนะนำจากพี่คนเดิม ที่มีน้ำใจล้นเหลือ หาที่พักมาให้เลือกตั้ง 4-5 ที่ ผมเกรงว่าจะพักได้ไม่หมด จึงตัดสินใจเลือก ‘เรือนไทยชายน้ำ’ ของลุงปาน ผู้มีอาชีพขับเรือพานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยยามดึก ด้วยความที่ลุงแกเป็นคนอัธยาศัยดี จึงอาสาพาไปดูบ้านก่อน ถูกใจหรือไม่ค่อยว่ากัน เล่นมีน้ำใจขนาดนี้ ต่อให้มีที่นอนอย่างเดียวผมก็ต้องพักกับแกแล้วล่ะ
นั่งเรือลุงปานจากหน้าร้านข้าวแกงป้าแจ๊ดถึงบ้าน ใช้เวลาไม่นาน ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก เมียลุงปาน หรือป้าเล็ก และลูกชาย หรือพี่ต้น จัดแจงหาน้ำหาท่ามาให้ จนผมตั้งท่ารับแทบไม่ทัน หลังสำรวจบ้านโดยรอบ ซึ่งเป็นบ้านไม้เรือนไทยครึ่งหลัง มีท่าน้ำส่วนตัวหน้าบ้าน หลังบ้านเป็นสวนมีทั้งต้นมะม่วง มะพร้าว และอีกหลาย ๆ มะ เต็มไปหมด ผมก็ตกลงพักกับแกด้วยราคา 200 บาทต่อคืน โดยไม่คิดค่านั่งเรือชมหิ่งห้อย ที่คนทั่วไปต้องจ่ายคนละ 60 บาท
วางเป้ วางกล้องเรียบร้อย ก็มานั่งคุยกับป้าเล็กถึงโปรแกรมที่จะมีให้ในวันพรุ่งนี้ ด้วยความที่ป้าเป็นคนอัธยาศัยดีมาก หลังจากแกเล่าเรื่องโปรแกรมว่า เย็นวันนี้ไปเดินเล่นที่ตลาดน้ำ ตกดึกนั่งเรือชมหิ่งห้อย ตอนเช้ามีใส่บาตรที่ท่าน้ำ ช่วงสายก็นั่งเรือทัวร์วัดต่าง ๆ เสร็จ แกก็เล่าเรื่องชีวิตครอบครัวให้ผมฟัง ตั้งแต่ลูกคนแรกจนถึงลูกคนสุดท้าย ด้วยความเปิดเผยและเป็นกันเองนี่แหละ ที่เป็นเสน่ห์ของคนที่นี่ ใครมาเป็นต้องหลงรักทุกราย
ผมฟังเรื่องชิวิตครอบครัวแสนสุขปนเศร้านิด ๆ เสร็จ เถึงเวลาชมตลาดน้ำพอดี พี่ต้นลูกชายคนโตของบ้านนี้ อาศัยพาผมนั่งรถยนต์ของแกไปส่งถึงตลาดน้ำ คนเยอะกว่าเมื่อเช้ามาก ทั้งนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่ชาวบ้านแถวนี้ พากันมาอุดหนุนอาหารและขนมที่แม่ค้าพ่อค้า พายเรือมาขายกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ผมเก็บรูปได้นิดหน่อยก็เป็นอันต้องนั่งลงหาอะไรกินกับเขาบ้าง อาหารมีให้เลือกมากมาย ทั้งก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หอยทอย กุ้งเผา ปลาหมึกย่าง ขนมเบื้องญวน หรือแม้แต่ขนมไทยหลากหลายชนิด เรียกว่าเลือกกินกันไม่ถูกเลย
อิ่มท้องแล้ว ถึงเวลาชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งผมอุปโลกน์เอาเอง เพราะหลังจากที่ได้นั่งลงบนเรือของลุงปาน เดินทางไปชมหิ่งห้อยตามต้นไม้ริมแม่น้ำ ทำให้ผมมั่นใจ(เอาเอง)ว่านี่แหละ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกจริง ๆ หิ่งห้อยมากมายพากันมาเกาะอยู่บนต้นไม้ริมน้ำ แข่งกันส่องแสงให้เราได้ร้องกันเสียงหลง นั่งเรือไปได้สักพัก ผมก็ร้องเพลงในใจคลอไปกับสิ่งสวยงามตรงหน้า คงนึกออกว่าผมร้องเพลงอะไร
ลัลลัล ลัลลัลลัลลา ลัลล้าลัลลา หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน ส่องแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู....
หลังจากอิ่มหนัมสำราญกับอาหารตาไปแล้ว ท้องเริ่มแสดงอาการอยากอิ่มบ้าง ผมจึงถามป้าเล็กหลังจากกลับถึงบ้านว่ามีอะไรให้กินบ้างไหม ป้าเล็กตอบอย่างอารมณ์ดีว่ามีไข่กับแกงอีกเล็กน้อย "ทอดไข่กินก็แล้วกัน" ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว จึงเข้าไปรอในห้อง ไม่นานแกก็เรียกให้ไปทอดไข่ อืม...ทอดไข่ "ป้าให้ผมทอดเองเหรอ" "ใช่" พี่ต้นตอบ "บ้านนี้ทำกับข้าวไม่เป็น ปกติกินกันข้างนอก ส่วนแกงนี่ซื้อมาเก็บไว้" ด้วยความหวังดีลุงปานจึงถามผมว่า "ทอดไข่อะไร ไข่ตีป๊อก ๆ หรือว่าไข่ดาว" ผมคิดในใจ 3 วินาที ไข่ตีป๊อก ๆ อ๋อ "ไข่เจียว พอได้ครับ" จากประสบการณ์การทอดไข่ที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปได้ด้วยดี พร้อมรอยยิ้มของทุกคนในบ้าน รวมทั้งตัวผมเองด้วย "ทอดไข่อร่อยนี่เรา แต่จืดไปนิดนะ" ใครสักคนในบ้านชม ผมเรียกว่าชมแหละน่า
เช้าวันที่สองอากาศแจ่มใสมาก ท้องฟ้ายามดวงอาทิตย์ขึ้นใหม่ ๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก ของใส่บาตรถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว ทุกคนในบ้านพร้อมหน้ากันที่ท่าน้ำหน้าบ้าน สำหรับผมการใส่บาตรกับพระที่พายเรือมา นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย หลังพระท่านให้พรแล้ว ทุกคนดูมีแววตาอิ่มบุญกันถ้วนหน้า
และเป็นไปตามคาด อาหารมื้อเช้าของเราคือกินนอกบ้าน เพราะวันนี้เป็นการนั่งเรือทัวร์วัดในอำเภออัมพวา และอำเภอใกล้เคียง ด้วยค่าเรือเพียงคนละ 100 บาท เราได้เทียบท่าเข้าชมวัดกว่า 5 แห่ง ทุกวัดทำให้ผมประทับใจและแปลกตา โดยเฉพาะวัดบางกุ้ง ซึ่งผมพอจะรู้ว่ามีสิ่ง Unseen Thailand อยู่ที่นี่และอยากเห็นกับตามานานแล้ว นั่นคือโบสถ์ที่ปกคลุมด้วยต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง สวยงามสมกับที่เป็น Unseen Thailand จริง ๆ นอกจากนี้ยังมี วัดบางแคน้อยที่ภายในโบสถ์ใช้ไม้สักทำเกือบทั้งหลัง ที่น่าแปลกใจคือ ไม้สักที่ใช้มาทำเป็นพื้น มีความกว้างเกือบ 2 เมตรต่อแผ่น ลองคิดดูว่าต้นไม้ที่นำมาทำนี่จะใหญ่ขนาดไหน วัดอีกแห่งที่น่าแปลกใจคือ วัดจุฬามณี มีเจ้าอาวาสที่มรณภาพแล้ว แต่ศพไม่เน่าไม่เปื่อย ชมวัดเหล่านี้แล้วชวนให้นึกว่าในประเทศเรายังมีอะไรแปลก ๆ ซ่อนอยู่อีกมาก
กิจกรรมอีกอย่างที่ทุกวัดต้องมีคือ การให้ทานอาหารปลา ซึ่งปลาแต่ละวัด ล้วนตัวใหญ่กว่าที่เราเคยเห็นทั่วไป คงเป็นเพราะคนบ้านเรามีจิตใจดีงาม ทำให้ปลาที่นี่อิ่มหมีพลีมันกันทุกวัน
หลังทัวร์วัดเป็นที่เรียบร้อย ผมก็กลับมาพักเหนื่อยที่บ้าน มีป้าน้อยคอยท่าด้วยน้ำเย็นแสนชื่นใจ พูดคุยพักผ่อนได้นิดหน่อย ก็ถึงเวลาต้องจากลา พี่ต้นลูกชายคนโตของบ้านอาสาพาผมไปส่งถึงกรุงเทพฯ เพราะเขาต้องมาทำธุระในกรุงเทพฯอยู่แล้ว ผมจึงไม่ปฏิเสธความมีน้ำใจของพี่แก สิ่งเหล่านี้นับเป็นความใจดีของคนที่นี่อยู่แล้ว ผมลาลุงปานและป้าเล็กด้วยรอยยิ้ม และคำขอบคุณ
ด้วยความน่ารักของคนที่นี่ ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ว่าคุณจะพักที่ home stay ไหนในอัมพวา หรือแม้แต่ในประเทศไทย คุณก็จะได้รับความอบอุ่น และความมีน้ำใจอย่างนี้เท่ากันทุกที่
เที่ยว home stay ในประเทศครั้งแรก ได้รับความประทับใจมากขนาดนี้ คุ้มเกินคาด และแน่นอนที่ผมจะต้องกลับมาที่นี่อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผมได้รับความอบอุ่นจากที่นี่อย่างแท้จริง
ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร แก้จน
เมษายน 2549