Name:

ยินดีต้อนรับ สู่โลกส่วนตัว (หนังสือ) ของผม

Friday, October 27, 2006

ความประทับใจหลังกระบะ

“โทษนะครับพี่ พี่กำลังจะไปไหนกันครับ”
“อ๋อ จะไปกรุงเทพฯ มีอะไรรึเปล่า”
“ดีเลยครับ คือ...พวกผมขอติดรถไปด้วยนะครับ”
“อืม……ได้ซิ โดดขึ้นมาเลย”
“ขอบคุณครับ”

นี่คือบทสนทนาเริ่มต้นของการเดินทางท่องเที่ยวทั่วไทยด้วยการโบกรถ ครั้งแรกของผม มันเป็นการเดินทางที่ท้าทาย ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างถ่องแท้ยิ่งขึ้น และเต็มเปี่ยมได้ด้วยความประทับใจอันหลากหลาย ผสมผสานกันจนเกิดเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน

คือเรื่องมันเริ่มมาจากช่วงวันหยุดภาคฤดูร้อนของพวกเราและของนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และเราก็มีโครงการเที่ยวด้วยการโบกรถมานานแล้ว วันหยุดครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันสมควรฤกษ์แล้ว ที่พวกเราจะทำตามจุดประสงค์ของเราสักที

“เรา” ซึ่งประกอบด้วยผมและเพื่อนสนิทอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือ วิน นักศึกษาจากรั้วมช. เด็กเรียนตัวยงแต่ก็เป็นนักเดินทางตัวฉกาจเช่นกัน เขาเคยเที่ยวในประเทศไทยมาแล้วครบทุกภาค แต่ไม่ทุกจังหวัด ครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่น่าค้นหาสำหรับเขา “กูว่าเราไปให้ได้หลายๆจังหวัดนะ” เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนที่เราจะเริ่มต้นเดินทาง อีกหนึ่งคือ แจ็ค นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขตจังหวัดลำปาง เขาเป็นนักเดินทางตัวจริง บ้านอยู่เชียงใหม่แต่เรียนลำปาง ใช้วันหยุดจากการเรียนในทุกๆวาระและโอกาสไปกับการท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆใกล้เคียง จนทั่วทั้งภาคเหนือเรียบร้อยแล้ว ขาดก็แต่จังหวัดต่างๆในภาคอื่นๆ “กูว่างานนี้คุ้มแน่นอน เชื่อกูดิ!” เขากล่าวก่อนการเดินทางเช่นกัน รวมผมแล้วเป็นสามคนเดินทางตัวจริง เพราะผมเองก็เป็นนักเดินทางที่ไปมาแล้วทั่วประเทศเช่นกัน ขาดแต่เพียงการโบกรถแบบนี้เท่านั้นที่ผมอยากลองทำมานานแล้ว และแล้วก็ได้เวลา

เริ่มต้นการเดินทางครั้งนี้ที่จังหวัดลำปาง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะแก่การเดินทางลงใต้เป็นอย่างดี จากคำบอกเล่าของผู้มีประสบการณ์ ความสนุกเริ่มขึ้นที่นี่พร้อมกับแสงอาทิตย์อันร้อนแรงยามบ่าย เรายืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานหันหน้าเข้าหาถนน ซุปเปอร์ไฮเวย์ ตามองดูถนนที่ลาดตัวยาวจนสุดสายตา เห็นรถยนต์น้อยใหญ่วิ่งผ่านหน้าไปเป็นระยะ เราเริ่มลงมือโบกทันทีที่ทุกคนพร้อม รถหลายคันเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็น ชายหนุ่มสามคนที่รอคอยความหวังอยู่ บางคันมีการชะลอรถเพื่อมองดูพวกเรา แล้วก็จากไป บางคันหยุดรถมองหน้าเราแล้วก็เคลื่อนตัวจากไปอีก แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เราก็สมความตั้งใจ บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้น หลังจากรถกระบะคันหนึ่งหยุดรถตรงหน้าพวกเรา มันทำให้ผมนึกถึงน้ำใจคนไทยที่เขาว่ากันว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายถ้าอยู่กับคนไทย มันเป็นความประทับใจแรกของการเดินทางครั้งนี้

และแล้วความตื่นเต้นที่อยู่ภายในก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น “มึงว่าเราลงกันตรงไหนดีวะ” วินเอ่ยทักหลังจากเรากระโดดขึ้นหลังกระบะรถของหนุ่มผู้ใจดี “ลงตรงกำแพงเพชรดีกว่า กูดูในแผนที่เห็นมีอุทยานแห่งชาติด้วย น่าสนใจดี” ผมตอบหลังจากก้มหน้าลงมองแผนที่ในมือ ทุกคนตกลงตามนั้น แล้วบทสนทนาต่างๆนานาเกี่ยวกับโปรแกรมของการเดินทางครั้งนี้ก็พรั่งพลูออกมาจากพวกเรา

ก่อนเริ่มต้นเดินทางเราได้มีการทำการบ้านเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาแล้ว ซึ่งเราได้ความรู้เกี่ยวกับการเที่ยวโบกรถนี้มาจากพ้องเพื่อนที่เคยมีประสบการณ์ และเขาเหล่านั้นก็ได้รับความรู้สืบทอดกันมาจากผู้ที่มีประสบการณ์อีกที สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนตำราที่สืบต่อกันมาเป็นทอดๆสำหรับนักเดินทางตัวจริง และเรากำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น

ตามตำราเขาว่าไว้ว่า ไม่ควรเดินทางด้วยจำนวนคนที่มากเกินไป มันจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรับเราขึ้นรถ ไม่ควรนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินความจำเป็น ไม่ควรทำหน้าตาเคร่งขรึมจนเกินไปเพราะจะทำให้เราไม่น่าไว้ใจ ควรทำหน้าตายิ้มแย้มเข้าไว้ และที่สำคัญที่สุดควรเป็นคนมีน้ำใจอยู่ตลอดเวลา อย่าทำตัวให้เป็นภาระแก่คนที่เขามีน้ำใจต่อเรา มันเป็นมารยาท และที่สำคัญอีกอย่างนึงคือเราควรมีแผนที่ติดตัวไว้สักหนึ่งเล่ม เพื่อความสะดวกในการเดินทาง

ยามแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยตัวผ่านหน้าเราไป รถก็หยุดที่ข้างทาง พวกเรานั่งนิ่งอยู่บนหลังรถ เพราะเราคิดว่าพี่เขาอาจจะมีธุระ ซึ่งเราไม่ควรไปก้าวก่าย หนุ่มผู้ใจดีของเราลงรถแล้วเดินมาบอกพวกเราว่า “ไปกินข้าวกัน” ความประทับใจในตัวชายหนุ่มคนนี้เพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นไปอีกเมื่อ เขาจ่ายเงินค่าอาหารให้เรา โดยที่เราบอกเขาว่าไม่เป็นไร แต่เขาปฏิเสธด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่เป็นไร” เช่นกัน

รถกระบะคันนี้เคลื่อนตัวต่อไปและหยุดลงตรงหน้าปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อเวลาผ่านไปสักหนึ่งชั่งโมง เราลากันด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื้นตันใจอย่างสูง ผมพึ่งสังเกตเห็นใบหน้าของชายหนุ่มผู้นี้ ก่อนที่เราจะจากกันจริงๆ ว่าบนใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและความอิ่มเอิบใจ ซึ่งเมื่อเราทั้งสามคนเห็นแล้ว ก็อดที่จะมีรอยเปื้อนนั้นบนใบหน้าไปด้วยไม่ได้

ยังไม่ทันที่รถของชายหนุ่มผู้ใจดีจากไปไกลเกินสายตามองเห็น ก็มีรถกระบะอีกคันมาหยุดอยู่ตรงหน้า สองสามี ภรรยาสอบถามจุดประสงค์ของเรา “ผมจะเข้าไปในอุทยานแห่งชาติครับ” แจ็คตอบจุดมุ่งหมาย “งั้นขึ้นหลังรถมาเลย พวกเราทำงานอยู่ที่นี่” คำตอบของสองสามี ภรรยา คู่นี้ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกประทับใจในความเป็นคนไทยของเรามากขึ้นไปอีก รอยยิ้มเริ่มเปื้อนเต็มใบหน้าของทุกคน

พร้อมแสงอาทิตย์ที่ตอนนี้เคลื่อนตัวมาอยู่ข้างหลังเรา ทุกคนนั่งนิ่งอยู่บนหลังกระบะคันนี้ ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงคำนึงของตัวเอง สำหรับผม ห้วงคำนึงของผมตอนนี้มีแต่ความปลื้มใจ และ ความประทับใจ ในช่วงเวลาครึ่งวันที่ผ่านมาอย่างบอกไม่ถูก และผมยังฝากความคิดถึงไปยังวันต่อๆไปด้วยว่ามันคงจะสร้างความประทับใจให้แก่เราได้มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น คงต้องรอดูวันพรุ่งนี้…

กันยายน 2545

1 Comments:

Anonymous Anonymous said...

อยากไปเที่ยวอย่างนี้บ้างจัง น่าจะตื่นเต้นดีนะ

by pooh

7:06 AM  

Post a Comment

<< Home